เอดินสัน คาวานี่ มีชื่อเต็มว่า เอดินสัน โรแบร์โต้ คาวานี่ โกเมซ กองหน้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1987 ที่เมืองซัลโต้ ประเทศอุรุกวัย พ่อแม่ของเขามีเชื้อสายอิตาลี ทำให้เขาสามารถพูดได้ 3 ภาษาคือ อิตาลี,อังกฤษและสเปน ครอบครัวของเขามีฐานะค่อนข้างยากจน เขาต้องย้ายบ้านตามพ่อแม่อยู่บ่อยครั้ง ชีวิตในวัยเด็กของ คาวานี่ ไม่ได้มีความสุขเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุขได้ก็คือ ฟุตบอล

คาวานี่ เริ่มหลงใหลในกีฬาฟุตบอลเพราะพี่ชายของเขามีความชื่นชอบฟุตบอลเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้เรียนรู้และกลายเป็นความชื่นชอบไปด้วย โดยเริ่มแรกเขาฝึกเล่นฟุตบอลจากการเล่นกับเพื่อนตามข้างถนน ซึ่งในตอนนั้นเขาเล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันและโตกว่า แต่คาวานี่ ก็มีฝีเท้าที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ

ในปี 2000 ในตอนที่เขามีอายุได้ 13 ปี คาวานี่ก็ได้มีโอกาสเข้าไปเล่นให้กับทีมเยาวชนของสโมสรดานูบิโอ ทีมฟุตบอลในบ้านเกิดของเขา ในช่วงแรกเขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวเป็นอย่างมาก  เพื่อพัฒนาฝีเท้าให้เข้ากับเพื่อนร่วมทีมให้ได้ แต่เมื่อเขาเริ่มปรับตัวได้ เขาก็กลายเป็นเด็กที่มีฝีเท้าและพัฒนาการที่ก้าวกระโดดไปไกลกว่านักเตะในวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก

ในปี 2005 เมื่อเขามีอายุ 18 ปี คาวานี่ก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของเขา เมื่อเขาได้ถูกดันขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ของดานูบิโอ และเขาก็สามารถโชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมได้ตั้งแต่ในฤดูกาลแรกที่ได้ขึ้นมาในทีมชุดใหญ่ โดยทำประตูไปทั้งสิ้น 7 ประตู จากการลงสนามไป 15 นัด

ในปี 2006 คาวานี่ ก็ยังคงโชว์ฟอร์มอันร้อนแรงเกินวัยของเขาด้วยการทำประตูไป 5 ประตู จากการลงสนามไป 15 นัด นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะตัวหลักที่ช่วยพาทีมต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกในปี 2006 ได้สำเร็จ

ในปี 2007 คาวานี่ ถูกเรียกตัวให้ไปเล่นให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในศึกชิงแชมป์อเมริกาใต้ ซึ่งคาวานี่ก็ฉายแววอันโดดเด่นด้วยการยิงไปถึง 7 ประตูจากการลงสนามไป 9 นัด และเขาก็สามารถพาทีมชาติอุรุกวัยจบอยู่ที่อันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์นั้น และยังได้รับรางวัลดาวซัลโวสูงสุดในทัวร์นาเมนต์อีกด้วย ทำให้ชื่อของ คาวานี่ เป็นที่รู้จักไปไกลถึงยุโรป เขาตกเป็นนักเตะดาวรุ่งที่หลายทีมดังในยุโรปต้องการตัวในทันที

และในที่สุด คาวานี่ ก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับ ปาแลร์โม ทีมฟุตบอลชื่อดังในประเทศอิตาลี ด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร ในช่วงแรกของการย้ายไปยังต้นสังกัดใหม่ คาวานี่ ในวัย 20 ปี ต้องพบกับความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา และอาหาร รวมถึงสไตล์การเล่นฟุตบอลที่แตกต่างกันออกไป เขาใช้เวลาในการปรับตัวอยู่ประมาณ 6 เดือน คาวานี่ ก็ขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงได้ และเขาก็สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ในฤดูกาล 2008-2009 คาวานี่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยิงไปทั้งหมด 14 ประตู และยังได้รับฉายาว่า เอล มาทาดอร์ จากสไตล์การเล่นที่มีการจบสกอร์ที่เฉียบขาดแม่นยำ

ในฤดูกาล 2009-2010 เขายังคงทำผลงานได้ดีเช่นเดิมด้วยการทำประตูไป 13 ประตู ก่อนที่เขาจะถูก นาโปลี ยืมตัวไปร่วมทีม โดยมีค่ายืมตัว 5 ล้านยูโร และออปชั่นซื้อขาด 12 ล้านยูโร

ในฤดูกาล 2010-2011 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่คาวานี่ได้เล่นให้กับนาโปลี เขาสามารถทำประตูได้ถึง 26 ประตู เรียกได้ว่าเมื่อเขาย้ายมาอยู่ในทีมที่ใหญ่กว่าเขาก็สามารถระเบิดฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ จนในที่สุด นาโปลี ก็ตัดสินใจซื้อตัวเขามาร่วมทีมแบบถาวร

ในฤดูกาล 2011-2012 เขาก็ทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยในฤดูกาลนี้เขาทำไปได้ 23 ประตู จนมาในฤดูกาล 2012-2013 คาวานี่ ก็ระเบิดฟอร์มอันสุดยอดของเขาด้วยการคว้าดาวซัลโวสูงสุดในศึกกัลโช่ เซเรียอามาได้ จากการทำประตูไป 29 ประตู และจากฟอร์มอันร้อนแรงของเขาทำให้เขาได้รับความสนใจจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

ในฤดูกาล 2013-2014 คาวานี่ ในวัย 26 ปี ย้ายไปร่วมทีมกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง สโมสรชื่อดังในฝรั่งเศส ด้วยค่าตัว 64 ล้านยูโร ซึ่งเป็นนักเตะที่มีค่าตัวที่แพงที่สุดในฝรั่งเศสในตอนนั้น การย้ายมาร่วมงานกับทีมต้นสังกัดใหม่ คาวานี่ ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เขายังทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และพาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมาย โดยสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกเอิง ของฝรั่งเศส ได้ถึง 6 สมัย และเขายังสามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดมาได้ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 2016-2017 ทำไป 35 ประตู และในฤดูกาล 2017-2018 ทำไป 28 ประตู

คาวานี่ เล่นให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง นานถึง 7 ฤดูกาล สร้างผลงานทำประตูไปถึง 200 ประตู จากการลงสนามไปทั้งหมด 303 นัดในทุกรายการ

ในฤดูกาล 2020-2021 คาวานี่ในวัย 30 ปี ย้ายไปร่วมทีมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เขาก็ยังสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า แม้เขาจะมีอายุเข้าสู่วัย 30 ปี แล้วเขาก็ยังสามารถเล่นในสไตล์การเล่นแบบฟุตบอลอังกฤษที่มีความดุเดือดได้อย่างสบาย คาวานี่สามารถใช้ประสบการณ์ของตัวเองในการช่วยทีมที่ตกเป็นรองพลิกกลับมาชนะได้ในหลายๆ เกม

นอกจากนี้ คาวานี่ ยังเป็นแบบอย่างให้กับนักเตะรุ่นน้องในเรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเททำงานหนักอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงและเงินทองมากมาย แต่เขาก็เลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั่นก็คือ ครอบครัว และธรรมชาติ

สำหรับผลงานในทีมชาติ คาวานี่ ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอุรุกวัยครั้งแรกในปี 2007 ในชุดอายุไม่เกิน 20 ปี และลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2008 และสามารถทำประตูได้ตั้งแต่ในเกมนัดแรกที่เขาลงสนามในเกมที่พบกับทีมชาติโคลอมเบีย เขาเป็นนักเตะที่มีสถิติการทำประตูให้กับทีมชาติอุรักวัยมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองมาจาก หลุยส์ ซัวเรซ นอกจากนี้เขายังเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมชาติอุรุกวัยคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา ในปี 2011 อีกด้วย