picwant.com

เทคนิคเกมเดิมพันออนไลน์

แกรี่ เนวิลล์ : ตำนานแบ็กขวาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็กขวาและกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีชื่อเต็มว่า แกรี อเล็กซานเดอร์ เนวิล เขาเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1975 ที่เมืองบิวรี่ ประเทศอังกฤษ ในวัยเด็กของเขาก็เช่นเดียวกับเด็กผู้ชายในประเทศอังกฤษเกือบทุกคน ที่มีความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ โดยตอนที่เขายังเด็ก เนวิลล์ ได้เล่นฟุตบอลให้กับบิวรี่ และเกรทเตอร์ แมนเชสเตอร์

ในปี 1991 เนวิลล์ ได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกหัดในทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวของเขาทำให้ เนวิลล์ สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทันทีที่เข้าไปร่วมทีม และในปี 1992 เขาได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีม และพาทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ได้สำเร็จ

ในปี 1992 เขาก็ได้รับโอกาสเซ็นสัญญาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นครั้งแรก โดยในตอนนั้นมีนักเตะดาวรุ่งในทีมเยาวชนก้าวขึ้นมาในทีมชุดใหญ่อยู่หลายคนไม่ว่าจะเป็น เดวิด เบ็คแฮม , พอล สโคลส์ ,ไรอัน กิ๊กส์ รวมถึงน้องชายของเขา ฟิล เนวิลล์  และด้วยความสามารถของเขา เนวิลล์ ก็ใช้เวลาเพียงไปนานก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลาต่อมา เขาเป็นนักเตะในแนวรับที่สามารถทำผลงานของตัวเองได้อย่างดี และมีความตั้งใจบวกกับความขยัน และมีวินัยในตัวเองสูง

ในฤดูกาล 1994-1995 เขาได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเป็นฤดูกาลแรก โดยเข้ามาแทนที่ พอล ปาร์คเกอร์ ที่มีอาการบาดเจ็บ แต่ในฤดูกาลนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพไปอย่างน่าเสียดาย

ในฤดูกาล 1995-1996 เนวิลล์ ขึ้นมาเป็นตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ และสามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และในฤดูกาลนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เนวิลล์ ยังได้ลงสนามในเกมนัดชิงชนะเลิศในศึกเอฟเอ คัพ โดยพบกับลิเวอร์พูล และสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ และ เนวิลล์ ยังได้ถูกเรียกตัวให้ไปเล่นกับทีมชาติอังกฤษในชุดลุยศึกยูโร 1996 อีกด้วย

ในฤดูกาล 1998-1999 เนวิลล์ ลงสนามเป็นตัวจริงในทุกเกมในฤดูกาลนี้ และเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิลแชมป์มาได้สำเร็จ

ฤดูกาล 199-2000 ในช่วงต้นฤดูกาลเขาได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหนีบ ทำให้ต้องพักรักษาตัวอยู่ระยะหนึ่ง ในช่วงกลางฤดูกาล เนวิลล์ หายเจ็บและกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง และในฤดูกาลนี้เขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกหนึ่งสมัย และในปี 2000 เขาเล่นให้กับทีมชาติในศึกยูโร 2000 และได้ลงสนามได้กับทีมชาติอังกฤษในทัวร์นาเมนต์นั้นไป 3 นัดด้วยกัน

ฤดูกาล 2000-2001 เนวิลล์ ได้รับโอกาสในการลงสนามในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ยาป สตัม ได้รับบาดเจ็บ และเนวิลล์ ก็สามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจโดยในตอนนั้นเขาจับคู่กับ เวสบราวน์  ในเดือนพฤษภาคม 2001 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจต่อสัญญากับเขาไปอีก 6 ปี ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาที่มีระยะเวลาที่นานเอามากๆ

โดยในเวลานั้นเนวิลล์ได้รับการชื่นชมการแฟนบอลและสื่อว่าเป็นแบ็กขวาที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เขามีสไตล์การเล่นที่ดุดัน และเป็นผู้เล่นในตำแหน่งแบ็กขวาที่ไว้ใจได้ เขาไม่ไหวพริบในการอ่านเกมคู่ต่อสู้และมีความเป็นผู้นำสูง

ฤดูกาล2005-2006 หลังจากการจากไปของ รอย คีน เนวิลล์ ในวัย 30 ปี ได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่กัปตันทีม ในเดือนมกราคม 2006 เนวิลล์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการที่เขาได้วิ่งมาจากครึ่งสนามเพื่อไปแสดงความดีใจต่อหน้าแฟนบอลลิเวอร์พูล ซึ่งมีหลายฝ่ายมองว่ามันเป็นการไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นมาได้ ทำให้เขาถูกสอบสวนโดยเอฟเอ และถูกปรับเป็นเงินจำนวน 5,000 ปอนด์และโดนตักเตือน

ในฤดูกาล 2007-2008 เขาได้รับบาดเจ็บในเกมที่พบกับโบลตัน วันเดอร์เรอร์ส และหลังจากกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเดือนมกราคม 2008 เขาสามารถทำประตูได้ในเกมที่พบกับเอฟเวอร์ตัน โดยในเกมนั้นเขาลงสนามเป็นตัวสำรอง และสามารถช่วยทีมให้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ และเสมอไป 2-0

หลังจากนั้น เนวิลล์ ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่มารบกวนเขาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาพลาดโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขาบอบช้ำเกินกว่าที่จะลงสนามได้เหมือนเก่า ทำให้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2011 เนวิลล์ ประกาศอำลาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ โดยในตอนนั้นเขามีอายุ 36 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่เขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เนวิลล์ ค้าแข้งอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพียงสโมสรเดียว เขาก้าวขึ้นมาจากทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และกลายมาเป็นนักเตะในตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาจนถึงปัจจุบัน โดยสถิติการลงสนามของเขาทั้งสิ้น 602 นัด และทำไป 7 ประตู

หลังจากที่เขาอำลาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว เนวิลล์ ได้ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม โดยในปี 2015 เขารับงานคุมทีมให้กับสโมสรบาเลนเซีย  และเขาก็รับหน้าที่ผู้ช่วยโค้ชของทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นด้วย และเหมือนว่าหน้าที่การเป็นผู้จัดการทีมของเขาจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ในปี 2016 เนวิลล์ ถูกปลดออกจากการเป็นผู้จัดการทีมของบาเลนเซีย เนื่องจากเขาไม่สามารถพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้

ไรอัน กิ๊กส์ : ปีกพ่อมดตำนานแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ไรอัน กิ๊กส์ มีชื่อเต็มว่า ไรอัน โจเซฟ กิกส์ อดีตกองกลางของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมของทีมชาติเวลส์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1973 ที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ของประเทศเวลส์ พ่อของเขาเป็นอดีตนักกีฬารักบี้ ส่วนแม่ของเขาทำงานเป็นพนักงานขาย เขาไปรับการถ่ายทอดความชื่นชอบในการเล่นกีฬาจากพ่อของเขา แต่กีฬาที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือ ฟุตบอล นั่นเอง  กิ๊กส์ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่เขามีอายุ 3 ขวบ และด้วยการเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ ทำให้เขามีความโดดเด่นในการเล่นฟุตบอลเป็นอย่างมาก

เดิมเขามีชื่อว่า ไรอัน โจเซฟ วิลสัน ซึ่งเป็นนามสกุลของพ่อของเขา แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาให้นามสกุล กิ๊กส์ ของแม่ และย้ายมาอาศัยอยู่กับแม่ที่เมืองซัลฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ  ในตอนที่เขามีอายุ 7 ขวบ ในช่วงแรกเขาได้เข้าร่วมในทีมเยาวชนของสโมสรดีน เขาเคยเป็นกัปตันทีมฟุตบอลของทีมโรงเรียนของอังกฤษและเป็นกัปตันทีมที่มีอายุน้อยที่สุดของโรงเรียนตั้งแต่ที่มีมา

ในปี 1985 เขาย้ายไปฝึกฝนทักษะการเล่นนักฟุตบอลในทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ กิ๊กส์ ก็เป็นเด็กหนุ่มที่มีสไตล์การเล่นที่โดดเด่น และเก่งกาจเกินกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน และฉายแววการเป็นสุดยอดนักเตะในอนาคต ทำให้ในปี 1987 เมื่อเขากำลังฉลองวันเกิดมีอายุครบ 14 ปี เขาก็พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตอนนั้นได้เดินทางไปที่บ้านพักของเขาเพื่อทำการเซ็นสัญญากับเขา เพราะต้องการตัวเขาเข้าร่วมทีมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และตั้งแต่นั้นมา กิ๊กส์ ก็ได้เข้าร่วมในทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ เขาได้ทำการฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเล่นฟุตบอลของเขาได้อย่างรวดเร็ว และมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเขา บวกกับตั้งใจในการฝึกซ้อม เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้นในการเป็นนักเตะฝึกหัดในอคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในปี 1990 เขาได้เซ็นสัญญาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกในชีวิตของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันเกิดครบรอบ 17 ปีของเขา  และหลังจากนั้นเขาได้รับโอกาสให้ลงสนามเป็นครั้งแรกในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบกับเอฟเวอร์ตัน ในเดือนมีนาคม 1991 โดยลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ เดนนิส เออร์วิน

และเกมที่เป็นการแจ้งเกิดของเขาอย่างแท้จริงคือเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตซ์ ซึ่งในเกมนั้น กิ๊กส์ เป็นผู้ที่ทำประตูชัยให้กับทีมต้นสังกัดสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้มาได้ นอกจากนี้ยังเป็นประตูแรกของเขาในการเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย และหลังจากในเกมนั้น เขาก็กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับความสนใจจากวงการลูกหนังของประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก

และด้วยสไตล์การเล่นของเขาที่ใช้ความเร็วในการลากเลื้อยหนีแนวรับของคู่ต่อสู้ และการยิงประตูที่สามารถหวังผลได้เสมอ บวกกับหน้าตาที่คมคายของเขาทำให้ กิ๊กส์ กลายเป็นนักเตะในระดับซูเปอร์สตาร์คนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เขายังถูกเปรียบเทียบกับ จอร์จ เบสต์ เทพบุตรลูกหนังตำนานปีกซ้ายของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในช่วงเวลาที่เขาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาได้รับการฝึกฝนทักษะการเล่นฟุตบอล และระเบียบวินัยจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และกลายมาเป็นกำลังสำคัญในกับทีมพร้อมกับการได้รับความสำเร็จไปพร้อมกับทีมต้นสังกัดของเขาอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้เขามีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างมากมายในยุคนั้น

ในฤดูกาล 1992-1993 สามารถพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นสมัยแรกในรอบ 26 ปีของสโมสร และหลังจากนั้นเขาก็ช่วยพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีก 8 สมัย

ในฤดูกาล 1998-1999 กิ๊กส์ ได้สร้างผลงานที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมาจนถึงทุกวันนี้ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่พบกับอาร์เซนอล เขาให้ความสามารถของตัวเองด้วยการลากบอลมาตั้งแต่ครึ่งสนามไปจนถึงหน้าประตูเข้าไปยิงในมุมแคบแสกหน้าผ่านตัว เดวิด ซีแมน สุดยอดผู้รักษาประตูไปอย่างสวยงาม และเป็นประตูชัยช่วงให้ทีมเอาชนะในเกมนั้นได้อีกด้วย และประตูดังกล่าวได้ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในประตูที่คลาสสิกที่สุดตลอดกาลของเอฟเอ คัพอีกด้วย

ในช่วงของการโลดแล่นอยู่ในวงการลูกหนัง กิ๊กส์ เป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์ที่เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง จนเขาเติบโตขึ้นก็เริ่มปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้เขายังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเข้ามารบกวนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ในบางช่วงฟอร์มการเล่นของเขาก็ตกต่ำลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยพรสวรรค์และความเป็นมืออาชีพของเขา ทำให้หลังจากรักษาตัวจนหายเป็นปกติ เขาก็กลับมาโลดแล่นอยู่บนสนามได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดิมในทุกครั้ง และก็ยังเป็นกำลังสำคัญให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาอย่างสม่ำเสมอ

ในเดือนเมษายน 2014 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้แต่งตั้งให้เขารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวและเป็นผู้เล่นไปด้วย ในเดือนพฤษภาคม 2014 กิ๊กส์ ประกาศอำลาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขาในวัย 40 ปี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมภายใต้การคุมทีมของ ลูวี ฟัน คาล

กิ๊กส์ ค้าแข้งอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยาวนานตั้งแต่ปี 1990-2014 รวมเวลาถึง 24 ปี เขากลายเป็นนักเตะระดับตำนานช่วยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสร้างประวัติศาสตร์ได้อย่างมากมาย และตลอดเวลาที่เขาค้าแข้ง เขาลงสนามไปทั้งหมด 963 นัด และทำประตูไปทั้งหมด 168 ประตู

เขาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนถึงปี 2016 ก็ได้ตัดสินใจไปรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมให้กับทีมชาติเวลส์ เนื่องจากมีความต้องการที่จะเป็นผู้จัดการทีมด้วยตัวเอง

สำหรับผลงานในด้านทีมชาติ กิ๊กส์ เลือกเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามีความภาคภูมิใจให้สายเลือดของพ่อของเขา แต่จากการตัดสินใจของเขา ทำให้เขาไม่เคยได้สัมผัสการเล่นในรายการระดับชาติอย่างฟุตบอลโลกเลย โดยเขาเล่นในกับทีมชาติเวลส์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเขาเล่นให้กับทีมชาติแบบไม่เต็มที่อย่างที่เล่นให้กับต้นสังกัด แต่ถึงอย่างนั้นในปี 2004 เขาก็ยังได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมของทีมชาติเวลส์อยู่นั่นเอง

เอดินสัน คาวานี่ : สุดยอดดาวยิงหนึ่งในอาวุธลับของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เอดินสัน คาวานี่ มีชื่อเต็มว่า เอดินสัน โรแบร์โต้ คาวานี่ โกเมซ กองหน้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1987 ที่เมืองซัลโต้ ประเทศอุรุกวัย พ่อแม่ของเขามีเชื้อสายอิตาลี ทำให้เขาสามารถพูดได้ 3 ภาษาคือ อิตาลี,อังกฤษและสเปน ครอบครัวของเขามีฐานะค่อนข้างยากจน เขาต้องย้ายบ้านตามพ่อแม่อยู่บ่อยครั้ง ชีวิตในวัยเด็กของ คาวานี่ ไม่ได้มีความสุขเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุขได้ก็คือ ฟุตบอล

คาวานี่ เริ่มหลงใหลในกีฬาฟุตบอลเพราะพี่ชายของเขามีความชื่นชอบฟุตบอลเป็นอย่างมาก ทำให้เขาได้เรียนรู้และกลายเป็นความชื่นชอบไปด้วย โดยเริ่มแรกเขาฝึกเล่นฟุตบอลจากการเล่นกับเพื่อนตามข้างถนน ซึ่งในตอนนั้นเขาเล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันและโตกว่า แต่คาวานี่ ก็มีฝีเท้าที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ

ในปี 2000 ในตอนที่เขามีอายุได้ 13 ปี คาวานี่ก็ได้มีโอกาสเข้าไปเล่นให้กับทีมเยาวชนของสโมสรดานูบิโอ ทีมฟุตบอลในบ้านเกิดของเขา ในช่วงแรกเขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวเป็นอย่างมาก  เพื่อพัฒนาฝีเท้าให้เข้ากับเพื่อนร่วมทีมให้ได้ แต่เมื่อเขาเริ่มปรับตัวได้ เขาก็กลายเป็นเด็กที่มีฝีเท้าและพัฒนาการที่ก้าวกระโดดไปไกลกว่านักเตะในวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก

ในปี 2005 เมื่อเขามีอายุ 18 ปี คาวานี่ก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของเขา เมื่อเขาได้ถูกดันขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ของดานูบิโอ และเขาก็สามารถโชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมได้ตั้งแต่ในฤดูกาลแรกที่ได้ขึ้นมาในทีมชุดใหญ่ โดยทำประตูไปทั้งสิ้น 7 ประตู จากการลงสนามไป 15 นัด

ในปี 2006 คาวานี่ ก็ยังคงโชว์ฟอร์มอันร้อนแรงเกินวัยของเขาด้วยการทำประตูไป 5 ประตู จากการลงสนามไป 15 นัด นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะตัวหลักที่ช่วยพาทีมต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกในปี 2006 ได้สำเร็จ

ในปี 2007 คาวานี่ ถูกเรียกตัวให้ไปเล่นให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในศึกชิงแชมป์อเมริกาใต้ ซึ่งคาวานี่ก็ฉายแววอันโดดเด่นด้วยการยิงไปถึง 7 ประตูจากการลงสนามไป 9 นัด และเขาก็สามารถพาทีมชาติอุรุกวัยจบอยู่ที่อันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์นั้น และยังได้รับรางวัลดาวซัลโวสูงสุดในทัวร์นาเมนต์อีกด้วย ทำให้ชื่อของ คาวานี่ เป็นที่รู้จักไปไกลถึงยุโรป เขาตกเป็นนักเตะดาวรุ่งที่หลายทีมดังในยุโรปต้องการตัวในทันที

และในที่สุด คาวานี่ ก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับ ปาแลร์โม ทีมฟุตบอลชื่อดังในประเทศอิตาลี ด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร ในช่วงแรกของการย้ายไปยังต้นสังกัดใหม่ คาวานี่ ในวัย 20 ปี ต้องพบกับความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา และอาหาร รวมถึงสไตล์การเล่นฟุตบอลที่แตกต่างกันออกไป เขาใช้เวลาในการปรับตัวอยู่ประมาณ 6 เดือน คาวานี่ ก็ขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงได้ และเขาก็สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ในฤดูกาล 2008-2009 คาวานี่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยิงไปทั้งหมด 14 ประตู และยังได้รับฉายาว่า เอล มาทาดอร์ จากสไตล์การเล่นที่มีการจบสกอร์ที่เฉียบขาดแม่นยำ

ในฤดูกาล 2009-2010 เขายังคงทำผลงานได้ดีเช่นเดิมด้วยการทำประตูไป 13 ประตู ก่อนที่เขาจะถูก นาโปลี ยืมตัวไปร่วมทีม โดยมีค่ายืมตัว 5 ล้านยูโร และออปชั่นซื้อขาด 12 ล้านยูโร

ในฤดูกาล 2010-2011 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่คาวานี่ได้เล่นให้กับนาโปลี เขาสามารถทำประตูได้ถึง 26 ประตู เรียกได้ว่าเมื่อเขาย้ายมาอยู่ในทีมที่ใหญ่กว่าเขาก็สามารถระเบิดฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ จนในที่สุด นาโปลี ก็ตัดสินใจซื้อตัวเขามาร่วมทีมแบบถาวร

ในฤดูกาล 2011-2012 เขาก็ทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยในฤดูกาลนี้เขาทำไปได้ 23 ประตู จนมาในฤดูกาล 2012-2013 คาวานี่ ก็ระเบิดฟอร์มอันสุดยอดของเขาด้วยการคว้าดาวซัลโวสูงสุดในศึกกัลโช่ เซเรียอามาได้ จากการทำประตูไป 29 ประตู และจากฟอร์มอันร้อนแรงของเขาทำให้เขาได้รับความสนใจจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

ในฤดูกาล 2013-2014 คาวานี่ ในวัย 26 ปี ย้ายไปร่วมทีมกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง สโมสรชื่อดังในฝรั่งเศส ด้วยค่าตัว 64 ล้านยูโร ซึ่งเป็นนักเตะที่มีค่าตัวที่แพงที่สุดในฝรั่งเศสในตอนนั้น การย้ายมาร่วมงานกับทีมต้นสังกัดใหม่ คาวานี่ ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เขายังทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และพาทีมประสบความสำเร็จอย่างมากมาย โดยสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกเอิง ของฝรั่งเศส ได้ถึง 6 สมัย และเขายังสามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดมาได้ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 2016-2017 ทำไป 35 ประตู และในฤดูกาล 2017-2018 ทำไป 28 ประตู

คาวานี่ เล่นให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง นานถึง 7 ฤดูกาล สร้างผลงานทำประตูไปถึง 200 ประตู จากการลงสนามไปทั้งหมด 303 นัดในทุกรายการ

ในฤดูกาล 2020-2021 คาวานี่ในวัย 30 ปี ย้ายไปร่วมทีมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เขาก็ยังสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า แม้เขาจะมีอายุเข้าสู่วัย 30 ปี แล้วเขาก็ยังสามารถเล่นในสไตล์การเล่นแบบฟุตบอลอังกฤษที่มีความดุเดือดได้อย่างสบาย คาวานี่สามารถใช้ประสบการณ์ของตัวเองในการช่วยทีมที่ตกเป็นรองพลิกกลับมาชนะได้ในหลายๆ เกม

นอกจากนี้ คาวานี่ ยังเป็นแบบอย่างให้กับนักเตะรุ่นน้องในเรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเททำงานหนักอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงและเงินทองมากมาย แต่เขาก็เลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั่นก็คือ ครอบครัว และธรรมชาติ

สำหรับผลงานในทีมชาติ คาวานี่ ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอุรุกวัยครั้งแรกในปี 2007 ในชุดอายุไม่เกิน 20 ปี และลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2008 และสามารถทำประตูได้ตั้งแต่ในเกมนัดแรกที่เขาลงสนามในเกมที่พบกับทีมชาติโคลอมเบีย เขาเป็นนักเตะที่มีสถิติการทำประตูให้กับทีมชาติอุรักวัยมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองมาจาก หลุยส์ ซัวเรซ นอกจากนี้เขายังเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมชาติอุรุกวัยคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา ในปี 2011 อีกด้วย

แทมมี่ อับราฮัม :ดาวยิงจอมถล่มประตูของโรม่า ที่น่าจับตามอง

แทมมี่ อับราฮัม เกิดในวันที่ 2 ตุลาคม 1997 เขาเกิดในแคมเบอร์เวลล์ ของกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นกลาง พ่อของเขาเป็นชาวไนจีเรียที่อพยพมาจากบ้านเกิด เพื่อมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศอังกฤษ และแม่ของเขาเป็นชาวอังกฤษ

ในช่วงวัยเด็ก เขามีความสามารถในเรื่องของการแสดงเป็นอย่างมาก ซึ่งในตอนนั้นหากเขาจะหันไปเอาดีทางด้านการแสดงเขาก็คงมีอนาคตอันสดใสอย่างแน่นอน อับราฮัม มีความรักและชื่นชอบในการแสดงเป็นอย่างมาก แต่ในชีวิตของเด็กผู้ชายเกือบทุกคน ส่วนใหญ่ก็จะมีฟุตบอลเป็นกีฬาในดวงใจ ซึ่งก็รวมถึง แทมมี่ อับราฮัม ด้วย

เมื่อเขาอายุ 8 ขวบ อับราฮัม ได้เข้าไปฝึกกับอคาเดมีของสโมสรเชลซี ซึ่งมันเป็นการตัดสินใจเลือกระหว่าง เชลซี กับ อาร์เซนอล ทีมโปรดของเขา ซึ่งเหตุผลที่ อับราฮัม เลือกเชลซี ก็เพราะเขามี  ดิดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานนักเตะของเชลซีเป็นนักเตะในดวงใจของเขา ซึ่ง อับราฮัม มีความคิดที่จะเดินตามรอยของนักเตะในดวงใจของเขา และในวันแรกที่เขาเข้ามาในเชลซี เขาก็ได้พบกับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ฮีโร่ของเขา ที่รับเขาขึ้นรถแล้วพาเขามายัง เชลซี

ทั้งนี้มันเป็นเรื่องยากเอามากๆ สำหรับเด็กชายที่เข้ามายัง เชลซี เพื่อตามหาความฝันของตัวเอง เนื่องจากเชลซี เป็นสโมสรใหญ่ ที่มีการคัดเลือกนักเตะดาวรุ่งเข้ามาในทีมตลอดเวลา แต่สำหรับ แทมมี่ อับราฮัม แล้ว เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ก้าวตามเส้นทางของนักเตะดาวรุ่ง ด้วยการตั้งใจฝึกซ้อม และฝึกฝนอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา เขาเริ่มเล่นในกับทีมเยาวชนของเชลซี รุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี และได้ไล่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ

จนในช่วงฤดูกาล 2014-2015 อับราฮัม อายุได้ 17 ปี  ก็ได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในทีมเยาวชน เขามีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม และมีสถิติการทำประตูที่โดดเด่น โดยในถ้วย เอฟเอ ยูธ คัพ ที่เขาลงสนามไป 6 นัด เขาสามารถทำประตูได้ถึง 7 ประตู ซึ่งสถิติในการลงสนามของเขาในปี 2014-2016 เขาลงสนามไปทั้งหมด 98 นัด และทำประตูไปมากถึง 74 ประตู ซึ่งเป็นผลงานอันยอดเยี่ยมหากเทียบกับนักเตะในวัยเดียวกัน

และด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของเขา ทำให้เขาได้รับความสนใจจาก กุส ฮิดดิงค์ ผู้จัดการทีมของเชลซีในตอนนั้น และในช่วงปลายฤดูกาล 2015-2016 กุส ฮิดดิงส์ ก็ได้เรียกตัวเขาให้ไปฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของเชลซี แต่การแย่งชิงตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของเชลซีนั้นมันเป็นเรื่องที่ยาก ในปี 2016-2017 เขาถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ บริสตอล ซิตี้ ทีมในลีกแชมเปียนชิพ ในช่วงเวลานั้น เขาสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จากสถิติการลงสนาม 41 นัด ยิงไป  23 ประตู และเขาได้รับการโหวตของเพื่อนร่วมทีมให้เป็นนักเตะดาวรุ่งและยอดเยี่ยมประจำปีของสโมสร แต่หลังจากนั้น เขาก็ยังถูกปล่อยตัวไปเล่นให้กับสวอนซี ซิตี้ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นทีมที่อยู่ในพรีเมียร์ลีก ด้วยสัญญายืมตัวอีกครั้ง ในปี 2017-2018 ซึ่งในช่วงเวลานั้น เชลซี ได้ตัดสินใจต่อสัญญากับเขาไปอีกเป็นเวลา 5 ปี  เขาลงสนามให้กับสวอนซี ซิตี้ไป 31 นัด ทำไป 5 ประตู แต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมให้พ้นจากการตกชั้นไปได้

แทมมี่ อับราฮัม ถูกปล่อยตัวไปแบบสัญญายืมตัวเป็นครั้งที่สาม ให้กับ แอสตัน วิลล่า ในปี 2018-2019 ซึ่งในตอนนั้น แอสตัน วิลล่า มี จอห์น เทอร์รี่ เป็นผู้จัดการทีม และ อับราฮัม กลายเป็นนักเตะคนแรกของ แอสตัน วิลล่า ที่สามารถทำประตูได้ถึง 20 ประตูภายในฤดูกาลเดียว อับราฮัมกลายเป็นนักเตะที่มีส่วนสำคัญพาแอสตัน วิลล่า กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง นับตั้งแต่ที่ตกชั้นไปเมื่อปี 2015-2016

หลังจากจบสัญญายืมตัวกับแอสตัน วิลล่า ในปี 2019-2020 แทมมี่ อับราฮัม กลับมายังเชลซีอีกครั้ง และเป็นการลงสนามเป็นตัวจริงในทีมชุดใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด โดยเขาให้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในช่วงแรกของฤดูกาลกับเชลซีเขาทำผลงานออกมาไม่ดีนัก ทำให้ถูกวิจารณ์จากสื่อและแฟนบอล จนทำให้เขาพลาดในการยิงจุดโทษในเกม ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ที่ต้องแพ้ให้กับลิเวอร์พูล จนเขาต้องตกเป็นเป้าในการโจมตีของแฟนบอลด้วยการเหยียดสีผิว และถึงกับขู่ที่จะเอาชีวิต แต่ด้วยการที่ขามีครอบครัวที่คอยให้กำลังใจมาตลอด และรวมถึงการได้รับกำลังใจจากเพื่อนนักฟุตบอลด้วยกัน ทำให้เขากลับมามีกำลังใจอีกครั้ง จนเขากลับมาทำผลงานอันยอดเยี่ยมได้ ด้วยการยิงประตูในเกมพรีเมียร์ลีกใน 3 เกมติดต่อกัน

และเขาก็กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำแฮตทริคกับเชลซีในเกมพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในเกมที่ชนะ วูลฟ์ ไป 5-2 นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง ที่สามารถยิงประตูได้ 10 ประตูในเกมพรีเมียร์ลีก ซึ่งรองมาจาก อาร์เย่น ร็อบเบน

ในปี 2021 โรม่า ทีมดังในกัลโช่ เซเรียอา อิตาลี ได้ประกาศคว้าตัว แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งรายนี้ไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร พร้อมกับโบนัสอีกจำนวนหนึ่ง โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2026 ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของเขาเป็นอย่างมาก เขาทำผลงานได้ดี จากการฝึกฝนของ โชเซ่ มูรินโญ่  สุดยอดกุนซือ ที่ทำให้เขากลับมาเป็นดาวยิงที่เก่งกาจได้อีกครั้ง

ผลงานในทีมชาติ ก่อนที่เขาจะมีชื่อติดในทีมชาติอังกฤษ อับราฮัม เคยถูกทาบทามให้ไปเล่นให้กับทีมชาติไนจีเรีย แต่ อับราฮัม ได้ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า เขาก็เลือกเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษเนื่องจากเป็นสไตล์การเล่นที่เขาถนัด แต่ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็มีความจงรักภักดีและให้เกียรติกับทั้ง 2 ชาติของเท่าเทียมกัน

ในปี 2017 อับราฮัม ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก และในปี 2019 เขาก็ได้ติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง ในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2020 ซึ่งเป็นการลงสนามเป็นครั้งแรกให้กับทีมชาติอังกฤษ และสามารถทำประตูแรกให้กับตัวเองในนามทีมของชาติได้อีกด้วย

เจมส์ มิลเนอร์ : นักเตะสารพัดประโยชน์ ที่โค้ชทุกคนอยากได้

เจมส์ มิลเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1986 ที่ประเทศอังกฤษ ในวัยเด็กของมิลเนอร์ เขามีครอบครัวที่พร้อมจะสนับสนุนเขาในทุกอย่าง เขาเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีการงานที่มั่นคง ทำให้เจมส์ มิลเนอร์ เป็นนักเตะที่ไม่ต้องดิ้นรน เหมือนกับนักเตะบางราย  เขาเป็นเด็กที่เรียนดีในด้านวิชาการ ส่วนในด้านกีฬา มิลเนอร์ สามารถเล่นกรีฑาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเขาเคยได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเขตไปแข่งขันเลยทีเดียว

ซึ่งความฉลาดทางด้านวิชาการของเขาทำให้มีหลายคนบอกว่า เขาสามารถเรียนแพทย์ได้อย่างสบายๆ ทำให้ในช่วงแรกที่เขาตัดสินใจเลือกเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล พ่อกับแม่ของเขามีความรู้สึกไม่เห็นด้วยมากนัก จนเมื่อพ่อแม่ของมิลเนอร์ได้เห็นถึงความตั้งใจและทุ่มเทให้กับฟุตบอล เขาเลยให้การสนับสนุนมิลเนอร์ในภายหลัง

เจมส์ มิลเนอร์ เป็นนักเตะดาวรุ่งที่แจ้งเกิดกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในยุครุ่งเรืองที่มีนักเตะระดับท็อปอยู่เต็มทีม อย่าง มาร์ค วิดูกา ,แฮร์รี คีเวลล์ และ เอียน ฮาร์ท  ซึ่งมิลเนอร์ ก็สามารถเล่นได้อย่างโดดเด่นท่ามกลางดาวเตะเหล่านั้น มิลเนอร์ ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก มิลเนอร์ ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมเมื่อตอนที่เขามีอายุเพียง 16 ปี โดยเขาลงสนามให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ดครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2002 ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสองที่ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีก และหลังจากนั้นในเกมที่พบกับ ซันเดอร์แลนด์ เขาก็กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ในเกมพรีเมียร์ลีก ด้วยวัย 16ปี 356 วัน และยังสามารถช่วยทีมเอาชนะไปในเกมนั้นด้วยสกอร์ 2-1

โดยเจมส์ มิลเนอร์ เป็นนักเตะที่มีคาแรคเตอร์มุ่งมั่นมาตั้งแต่ยังเด็ก มีความจริงจังกับเกมการแข่งขัน ถึงแม้ว่าลีลาการเล่นของเขาจะไม่หวือหวา โดดเด่น แต่เขามีความตั้งใจในทุกนัดที่เขาลงเล่น หลังจากนั้น มิลเนอร์ ก็ได้ต่อสัญญากับลีดส์ ยูไนเต็ด ไปอีก 5 ปี ในปี 2003 และในฤดูกาล 2003-2004 มิลเนอร์ ได้ถูกปล่อยตัวด้วยสัญญายืม ไปหาประสบการณ์กับ สวินดอนทาวน์ ทีมในลีกทู เป็นเวลาสั้นๆ เพียง 1 เดือน โดยเขาได้ลงเล่น 6 นัด และทำประตูไปได้ 2 ประตู

แต่หลังจากนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ประสบปัญหาทางด้านการเงินของสโมสร ทำให้จำเป็นต้องปล่อยนักเตะออกไป เพื่อเป็นการหาเงินเข้าสู่สโมสร สำหรับ มิลเนอร์ เขายังอยู่ในแผนการทำทีมของลีดส์ ยูไนเต็ดอยู่จึงไม่ใช่นักเตะที่มีรายชื่อที่จะถูกขายออกไป แต่แล้ว ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ต้องประสบปัญหาอีกครั้งเมื่อต้องตกชั้นจากลีกสูงสุด ซึ่งในตอนนั้น มิลเนอร์ ได้รับความสนใจจากทีมในยุโรปมากมาย อย่าง แอสตัน วิลล่า,เอฟเวอร์ตัน และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ แต่เขาก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด ยืนยันว่า มิลเนอร์คืออนาคตของทีม

แต่แล้ว ในปี 2004 เจมส์ มิลเนอร์ ก็ต้องเก็บกระเป๋าย้ายไปอยู่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในที่สุด เพราะปัญหาทางด้านการเงินของสโมสรที่แก้ไม่ตก เขาถูกขายให้กับนิวคลาสเซิลไปด้วยค่าตัว 3.6 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญา 5 ปี ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีความสุขที่ถูกลีดส์ ยูไนเต็ดขายออกไป แต่มิลเนอร์ ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างสุดยอด

และแล้ว ชีวิตการค้าแข้งอยู่กับนิวคลาสเซิลของเขา ก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งเมื่อ แกรม ซูเนสส์ ก้าวเข้ามาคุมทีม ซึ่งในตอนนั้น มิลเนอร์ มีโอกาสลงสนามเพียงแค่ 13 นัดเท่านั้น และไม่มีโอกาสได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมพรีเมียร์ลีกเลย จนจบฤดูกาล 2005 เขาได้ลงสนามทั้งหมด 41 นัดในทุกรายการ และทำไปได้เพียงแค่ 1 ประตู ซึ่งมันเป็นการชี้ชัดว่า เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ใช่ชื่อนักเตะตัวจริงของ ซูเนสส์ แน่นอน

ปี 2005 มิลเนอร์ ถูกปล่อยไปเล่นกับ แอสตัน วิลล่า ด้วยสัญญายืมตัว เป็นระยะเวลา 1 ฤดูกาล ซึ่งมันทำให้ มิลเนอร์ มีความสุขเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ในตอนนั้น แอสตัน วิลล่า มี เดวิด โอเลียรี นั่งแท่นเป็นผู้จัดการทีมอยู่ และเขาหวังไว้ลึกๆ ว่า แอสตัน วิลล่า จะดึงตัวเขามาร่วมทีมแบบถาวรในที่สุด

ในช่วงเวลาที่ มิลเนอร์ เล่นให้กับ แอสตัน วิลล่า ในการลงสนามครั้งแรก ในปี 2005 ที่พบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด มิลเนอร์ก็สามารถทำประตูแรกให้กับทีมได้ทันที ทำให้แอสตัน วิลล่า เสมอกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไป 1-1 ในเกมนั้น

แต่หลังจากที่ นิวคลาสเซิล มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีม มิลเนอร์ ก็ถูกเรียกตัวกลับไป และกลับมาเป็นนักเตะที่อยู่ในแผนของ เกล็น โรเดอร์ ผู้จัดการทีมคนใหม่ แม้ว่า แอสตัน วิลล่า จะเสนอค่าตัวของเขาถึง 4 ล้านปอนด์ แต่ทางนิวคลาสเซิลก็ได้ปฏิเสธไป

ในปี 2006-2008 เขาเล่นให้กับนิวคลาสเซิล  มิลเนอร์ ได้รับการยอมรับว่า เป็นนักเตะที่ทุ่มเทในการฝึกซ้อมมากที่สุด แต่สุดท้ายเขาได้ต่อสัญญาเพิ่มไปจนถึง 2011 มาในช่วงปลายฤดูกาล 2008 มิลเนอร์ประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บที่เท้า จนทำให้เขาพลาดลงสนามหลายนัดด้วยกัน

ในฤดูกาล 2008-2009 มิลเนอร์ ได้ย้ายไปร่วมทีมกับแอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญา 4 ปี มิลเนอร์ ได้รับการโหวตจากแฟนบอลให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 และเป็นผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 จากการโหวตของสมาคมฟุตบอลอาชีพ

มาในปี 2010 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อตัว มิลเนอร์ ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ แต่ถูกปฏิเสธไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน แอสตัน วิลล่า ก็ยอมปล่อยตัว มิลเนอร์ ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะคำพูดของ มาร์ติน โอนีลล์ ที่บอกว่า มิลเนอร์ ควรจะไปเล่นในทีมที่ใหญ่กว่า ซึ่งก็คือแมนเชสเตอร์ ซิตี้

มิลเนอร์ ลงสนามครั้งแรกให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครั้งแรก เมื่อเดือนสิงหาคม 2010 ที่ชนะ ลิเวอร์พูล 3-0 และทำประตูแรกได้ในในเกมที่เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-2

ปี 2015 มิลเนอร์ หมดสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และได้ย้ายมาร่วมทีมกับ ลิเวอร์พูล ด้วยการเซ็นสัญญาแบบฟรีเอเย่นต์ มิลเนอร์ ในวัย 29 ปี และการมาเล่นให้กับลิเวอร์พูล เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ของหงส์แดง ได้วางให้มิลเนอร์ เล่นในตำแหน่งริมเส้น มิลเนอร์ ไม่ค่อยพอใจในแผนของคล็อปป์ แต่เขาเลือกที่จะเก็บความไม่พอใจนั้นเอาไว้ แล้วหันมาทำทุกเกมของเขาให้ดีที่สุด และไม่นาน มิลเนอร์ ก็ได้ลงเล่นในแบบที่เขาต้องการซึ่งก็คือตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเล่นได้ดีมาโดยตลอด

ซึ่งในเวลานี้ เจมส์ มิลเนอร์ มีอายุ 36 ปี ก็ถือว่าเป็นการเล่นในช่วงบั้นปลายของอาชีพนี้แล้ว แต่มันเป็นช่วงเวลาที่งดงามไม่น้อยสำหรับเขา มีชื่อติดอยู่ในนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดเป็นอันดับ 8 ของพรีเมียร์ลีก และเขาเป็นคนที่สามารถทำแอสซิสต์ให้กับเพื่อนร่วมทีมทำประตูได้เสมอ โดยเขาให้เหตุผลที่ชอบทำแอสซิสต์นี้ว่า เขาไม่ชอบที่จะเป็นข่าว เนื่องจากสื่อจะให้ความสนใจกับผู้ที่ทำประตูได้มากกว่าผู้ที่ทำแอสซิสต์ได้

สำหรับผลงานในทีมชาติ เขาลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ในนัดแรกเมื่อปี 2009  ในปี 2012 มิลเนอร์ทำประตูแรกให้กับทีมชาติอังกฤษ ในนัดไปชนะ มอลโดวา 5-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2014 และในปี 2016 มิลเนอร์ ประกาศอำลาการทำหน้าที่ในทีมชาติอังกฤษอย่างถาวร

เปิดเผย เรื่องราว และ สาเหตุจุดแตกหักของเพื่อนรัก คล็อปป์ – บูวัช

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 ก่อนเกมการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องพบกับปัญหาอันใหญ่หลวง เมื่อ คล็อปป์ มีปัญหาที่ไม่เข้าใจกันกับ เซลจ์โก้ บูวัช ผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่เรียกได้ว่าเป็น มือขวา ของเขา สำหรับความสัมพันธ์ของ คล็อปป์ และบูวัช แล้ว เรียกว่าเป็นมากกว่ามือขวา เพราะในช่วงที่คล็อปป์ ยังค้าแข้งอยู่นั้น เขามี บูวัช เป็นเพื่อนร่วมทีม และหลังจากที่ คล็อปป์ ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม บูวัช ก็มาเป็นมือขวาของเขาตลอดมา ตั้งแต่ที่คล็อปป์ยังคุมทีม ไมนทซ์ 05 , โบรุสเซีย ดอร์ทมุนท์ และ มาถึง ลิเวอร์พูล

ทั้งนี้ บูวัช เปรียบเสมือน มันสมอง ของคล็อปป์ เขาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังจากทำทีมของคล็อปป์ อยู่ตลอดมา นับตั้งแต่ที่เขาได้ทำงานร่วมกันเป็นเวลายาวนานถึง 28 ปี แต่แล้ว พวกเขาทั้งสองคนก็ถึงจุดที่แตกหักกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีการเอ่ยถึงอีกคนหนึ่งเลย ซึ่ง เซลจ์โก้ บูวัช ลาออกจากการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ลิเวอร์พูล แล้วย้ายไปเยอรมัน ส่วนทางด้าน เจอร์เกน คล็อปป์ ก็ยังคงทำงานเป็นผู้จัดการทีมที่ลิเวอร์พูลต่อไปจนถึงปัจจุบัน

แต่ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เจอร์เกน คล็อปป์ ก็ได้พูดถึงเพื่อนเก่าอย่าง เซลจ์โก้ บูวัช ในขณะที่เขาได้พูดกับ บีที สปอร์ต The Boot Room Boys โดยมีใจความว่า “ เขาได้ทำงานร่วมกับ บูวัช อยู่หลายปี ซึ่ง บูวัช มีอายุและประสบการณ์ได้การทำงานในตำแหน่งโค้ชมากว่า โดยในช่วงที่เริ่มต้น คล็อปป์ และบูวัช ทำงานอย่างใกล้ชิดและมีความสนิทสนมกันอย่างมาก ในเวลายาวนานเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา”

“จนมาถึงในวันที่ ทุกๆ อย่างมาก็เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันไม่ได้เกิดผลดีเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาอีกแล้ว และในช่วงนั้นมันตรงกับการเข้ามาของ เป็ป ลินเดอร์ส และ วิคเตอร์ มาโต้ด ผู้ช่วยคนใหม่ของ คล็อปป์ พอดี โดยทั้งสองคนเป็นคนรุ่นใหม่ และมีพลังงานในด้านบวกซึ่งเป็นผลดีต่อลิเวอร์พูลในตอนนั้นเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในรายของ ลินเดอร์ส เขามักจะมีมุมมองที่แตกต่างมาพูดคุยกับ คล็อปป์ อยู่เสมอ เขาทั้งสองเปรียบเสมือนเครื่องจักรในการฝึกซ้อมนักเตะ เมื่อ คล็อปป์ เอ่ยปากออกไปว่า เขามีความต้องการในแบบนี้ ลินเดอร์ส ก็จะเดินเข้ามาหา พร้อมกับแผนการฝึกซ้อมที่หลายรูปแบบยื่นมาในทันที  พร้อมกับถามว่า คล็อปป์ ต้องการแบบไหน”

“โดยในความคิดของคล็อปป์ มันไม่มีทางที่ คล็อปป์ จะยืนอยู่ในจุดนี้ได้เลย หากว่าคล็อปป์ ขาด เซลจ์โก้ บูวัช,เป็ป ลินเดอร์ส และ วิคเตอร์ ที่คอยช่วยเหลือมาตลอด”

ส่วนสาเหตุที่ เจอร์เกน คล็อปป์ มาถึงจุดที่แตกหักกับ เซลจ์โก้ บูวัช ก็มีหลายคนมองว่า น่าจะเป็นเพราะการเข้ามาร่วมทีมลิเวอร์พูลของ เป็ป ลินเดอร์ส และในการออกมาพูดของ คล็อปป์ ในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นการยืนยันว่า เหตุผลที่หลายคนคาดการณ์น่าจะเป็นความจริง เพราะ ลินเดอร์ส มีความสามารถมากกว่า บูวัช เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ถึงแม้ว่า คล็อปป์ จะมีความสนิทสนมกับ บูวัช มากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลิเวอร์พูล ซึ่ง คล็อปป์ ก็ต้องเลือกทำเพื่อให้ลิเวอร์พูลแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยทิ้งความสัมพันธ์อันยาวนานของเขากับ บูวัช ไป

ทางด้าน เซลจ์โก้ บูวัช น่าจะมีความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อเด็กรุ่นใหม่ ที่เข้ามา ทั้งๆ ที่ เขาเป็นคนที่อยู่เคียงข้าง คล็อปป์ มาโดยตลอด ตลอดช่วงเวลาความสำเร็จของคล็อปป์ จะมี บูวัช อยู่ด้วยเสมอ ทั้ง การเลื่อนชั้นที่เป็นประวัติศาสตร์ของไมนทซ์ 05,การเอาชนะบาร์เยิร์น มิวนิก ที่บุนเดสลีกา ,พา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนท์ คว้าแชมป์ลีก และแชมป์อีกหลายรายการที่ประเทศเยอรมัน โดยมี บูวัช ที่คิดค้นและวางระบบการฝึกซ้อมทั้งหมดให้กับคล็อปป์

ทั้งนี้ มีหลายคนพูดถึง บูวิช ได้การเป็นผู้ช่วยของ คล็อปป์ ว่าเป็นผู้ช่วยที่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ว่าเขาจะมีความสามารถ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะพา คล็อปป์ ไปสู่ความสำเร็จได้ตามที่คาดหวัง ในช่วงเวลาที่ บูวัช ยังทำงานร่วมกับ คล็อปป์ และ คล็อปป์ กับ บอลถ้วยเป็นเหมือนการต้องคำสาป จนมีอยู่ในครั้งหนึ่งที่ คล็อปป์ ออกมาพูดว่า ในบางครั้งเขาก็ต้องการให้เทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างเขาบ้าง

นอกจากนี้ ยังมีหลายๆ คนพูดว่า ระบบการซ้อมของ บูวัช ตอนที่อยู่กับลิเวอร์พูลนั้นโหดเกินไป โดยรูปแบบการฝึกซ้อมของเขาเน้นการเพรสซิ่งที่ดุดัน ซึ่งทำให้นักเตะของลิเวอร์พูลในตอนนั้น เพรสซิ่งคู่ต่อสู้แบบดุดัน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แฟนบอลชื่นชอบ แต่มันก็มากับความเหนื่อยล้าของนักเตะในช่วงปลายฤดูกาล ซึ่งทำให้การเล่นของนักเตะดูไร้ชีวิตชีวาถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังวิ่งไล่บอลในสนาม แต่มันก็ดูเหมือนเป็นการวิ่งไปตามแผนการเล่นที่วางไว้มากกว่า ซึ่งในเกมนัดชิงชนะเลิศก็จะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูกาล ซึ่งมันก็ทำให้นักเตะที่มีความเหนื่อยล้าลงสนาม มันก็เป็นไปได้ยากที่จะสามารถคว้าแชมป์มาได้

ส่วนระบบการซ้อมของ  เป็ป ลินเดอร์ส นั้น มีความแตกต่างกัน โดยการเล่นของนักเตะลิเวอร์พูลนี้ตอนนี้ พวกเขาไม่ได้มีรูปแบบการเพรสซิ่งแบบเมื่อก่อนแล้ว แต่มันก็ได้ความฟิตของนักเตะกลับมาจนถึงช่วงปลายฤดูกาล

5 นักเตะที่น่าจับตามอง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้นส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าในตอนนี้การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เดินทางมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ 8 ทีมสุดท้ายแล้ว และก่อนหน้านี้ได้มีการจับคู่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเริ่มฟาดแข้งกันในเดือนเมษายนนี้  ซึ่งในการแข่งขันในรอบนี้ มี 5 นักเตะที่น่าจับตามอง ประจำการแข่งขันศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีนี้

ไค ฮาแวทซ์ ดาวเตะจากเชลซีเขาเข้ามาอยู่กับเชลซี ในปี 2020 และนี้เป็นปีที่ 2 ของการลงสนามภายใต้สีเสื้อของเชลซี และดูเหมือนว่า ฮาแวทซ์ จะโชว์ฟอร์มได้ดีกว่าปีแรกเสียอีก ด้วยในตอนนี้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้แล้ว เขาเริ่มมีความมั่นใจ เรียกได้ว่าในตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาเลย เขามีทักษะและเทคนิคที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการเล่นด้วยเท้าซ้ายหรือขวา เขาก็ยังโชว์ฟอร์มอันโดดเด่นได้ไม่เป็นรองใคร และเขามีจุดเด่นที่สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุกไม่ว่าจะเป็น ตัวรุกด้านข้าง ซ้าย-ขวา ,กองหน้าตัวต่ำ หรือจะเป็นการไปเล่นเป็นกองหน้า เขาก็ฉายแววโดดเด่น จนสร้างความน่ากลัวให้กับคู่แข่งได้เสมอ

ทั้งนี้ ในช่วงหลัง ฮาแวทซ์ ยังทำผลงานทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถสู้บรรดานักเตะตำแหน่งกองหน้าได้อย่างสบาย และยิ่งในเกมใหญ่ๆ แล้ว ฮาแวทซ์จะโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมออกมาได้เสมอ แม้ว่าในเกมนั้นจะไม่ใช่เกมที่ดี และเขาอยู่ในช่วงที่ฟอร์มตกก็ตาม อย่างในเกมนัดชิงชนะเลิศ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปีที่แล้ว ก็เป็น ไค ฮาแวทซ์ ที่ทำประตูพาทีมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์มาได้สำเร็จ และล่าสุดในการชิงแชมป์ฟุตบอลสโมสรโลก ก็เป็น ไค ฮาแวทซ์ ที่ทำประตูชัย พาทีมเชลซี คว้าแชมป์ในรายการนี้เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ

คาริม เบนเซม่า กองหน้าระดับเวิลด์คลาส ของ เรอัล มาดริด แม้เขาจะมีอายุ 34 ปีแล้ว ซึ่งในนักเตะหลายคนที่มีอายุเท่าเขา จะอยู่ในช่วงขาลงของการค้าแข้งแล้ว แต่สำหรับ คาริม เบนเซม่า แล้วมันเป็นข้อยกเว้น เพราะนับวันเขาก็มีฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม จนได้รับการยอมรับว่า เขาเป็นสุดยอดกองหน้าระดับโลกไปแล้ว โดย เบนเซม่า เป็นคนที่รับหน้าที่ทำประตูให้กับเรอัล มาดริด หลังจากที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ ได้บอกลาทีมไป และเขาก็ไม่ทำให้ต้นสังกัดผิดหวัง เพราะในตอนนี้ เขานำเป็นดาวซัลโวสูงสุด ในศึกลาลีกา สเปน และยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ เรอัล มาดริด ขึ้นนำเป็นจ่าฝูง ส่วนในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เบนเซม่า ก็เป็นนักเตะคนสำคัญที่พาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ จนมีหลายๆ คนมองว่า เขาน่าจะได้รางวัลบัลลงดอร์อย่างแน่นอน

เจา กันเซโล่ กองหน้าตัวเก่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์คนหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงแม้ว่านี้ตอนนี้ แมนฯ ซิตี้ จะมีนักเตะชั้นยอดภายในทีมอยู่หลายคน และทุกคนสามารถแทนที่กันได้แบบไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ กันเซโล่ ถือว่าทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดของทีม และคงจะหาตัวแทนที่จะมาแทนเขาได้ยาก เขาคือผู้เล่นเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกสับเปลี่ยน และจะเห็นเขาลงสนามเป็นตัวจริงทุกครั้งไม่ว่าจะในเกมใดก็ตามที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ลงสนาม หากว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บ กันเซโล่ มีความครบเครื่องทั้งในเกมรุกและเกมรับ เขาสามารถเล่นได้ทั้งซ้ายและขวา เขามีความโดดเด่นในทุกๆ ด้าน ยากที่ใครจะมาแทนที่ได้จริงๆ นอกจากนี้ในทุกๆ เกม เขาสามารถทำได้ทั้งแอสซิสต์ และทำประตูให้กับทีมได้อยู่เสมอ

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะของลิเวอร์พูล โดยเป้าหมายของพวกเขาในตอนนี้คือการคว้าแชมป์ให้ได้ 4 รายการในฤดูกาลนี้ และต้องยอมรับเลยว่าในตอนนี้ ลิเวอร์พูล กำลังมีฟอร์มที่ร้อนแรงในแบบที่ฉุดไม่อยู่เลยทีเดียว และในตอนนี้เขาได้ถ้วยแชมป์มาแล้ว 1 ถ้วย คือในศึกคาราบาวคัพ ซึ่งนักเตะคนสำคัญที่มีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จมาได้ถึงตอนนี้นั่นก็คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า ปีนี้ ซาลาห์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอดเอามากๆ ทำโชว์ฟอร์มการเล่นในแนวรุกได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะยิงเอง หรือจ่ายให้เพื่อนร่วมทีม และในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หากว่าลิเวอร์พูลจะก้าวไปถึงฝันได้ ก็คงจะต้องมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เป็นส่วนสำคัญในการช่วยทีมให้ไปสู่ความสำเร็จนั้นอย่างแน่นอน

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ดาวยิงของบาเยิร์น มิวนิก เรียกได้ว่าเขาเป็นกองหน้าตัวเป้าที่ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ เขาได้รับรางวัลส่วนตัวต่างๆอย่างมากมาย รวมถึงจำนวนการทำประตูของเขา ใน 2 ปีที่ผ่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่รับประกันได้ถึงความสามารถอันยอดเยี่ยมของเขาได้อย่างดี ถึงแม้ว่า เขาจะมีอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยวินัยทางการฝึกซ้อม วินัยการกินของเขา ทำให้ เลวานดอฟสกี ยังเป็นดาวเตะชั้นแนวหน้าระดับโลกได้จนถึงตอนนี้ จากการทำประตูที่ล้นหลามของเขา และหากในปีนี้ บาเยิร์น มิวนิก จะสามารถคว้าแชมป์ ในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ ก็คงจะเป็นทาง เลวานดอฟสกี ที่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์มาได้อย่างแน่นอน

วิเคราะห์ก่อนเกม อาร์เซนอล พบ ลิเวอร์พูล ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดตกค้าง ในวันพุธที่ 17 มีนาคม 2565 ปืนใหญ่ อาร์เซนอล ทีมอันดับ 4 ของตาราง เปิดสนาม เอมิเรตส์ สเตเดียม ต้อนรับการมาเยือนของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 2 ของตาราง

ทางด้าน เจ้าบ้าน อาร์เซนอล ในเกม 5 นัดหลังสุดนับว่าทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว โดยชนะทั้ง 5 นัดรวด โดยในตอนนี้ อาร์เซนอล กำลังลุ้นตำแหน่งท็อปโฟร์แข่งกับทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้อยู่อันดับ 5 ของตาราง มีคะแนนตามหลังอยู่ 1 คะแนน ส่วนทางด้านกำลังใจของนักเตะ เรียกได้ว่ามีความมั่นใจ และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ ส่วนทางด้านทีมเยือน ลิเวอร์พูล ในตอนนี้กำลังไล่ล่าตำแหน่งจ่าฝูงอยู่กับทางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ในตอนนี้ ลิเวอร์พูล ตามหลังอยู่แค่ 4 คะแนน แต่ยังแข่งน้อยกว่าอยู่ 1 นัด โดยสถิติใน 5 นัดหลังสุดในลีก เรียกได้ว่า ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ดีเช่นกัน  สามารถเก็บชัยชนะได้ทั้ง 5 นัด

สำหรับสถิติในการพบกันของทั้งสองทีมก่อนหน้านี้ ในศึกคาราบาว คัพ ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เอาชนะ มาได้ 1 นัด เสมอ 1 นัด  โดยในรายการการแข่งขันในถ้วยนี้ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์มาได้สำเร็จ ส่วนในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ก็เก็บชัยชนะมาได้ 4-0  ส่วนสถิติในฤดูกาลที่แล้ว ศึกคาราบาวคัพ ก็แบ่งกันแพ้ชนะทีมละ 1 นัด ในพรีเมียร์ลีก เป็นทางฝั่งลิเวอร์พูล ชนะมา 3-0 จากสถิติโดยรวม จะเป็นทางฝั่งลิเวอร์พูล ที่ดูจะได้เปรียบมากกว่า

ส่วนทางด้านสภาพความพร้อมของทีม

อาร์เซนอล ในเกมนี้ มีนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บเพียงคนเดียว คือ ทาเกฮิโระ โทมิยาซุ กองหลังทีมชาติญี่ปุ่น โดยสภาพความพร้อมของอาร์เซนอล ถือว่าค่อนข้างจะพร้อม คาดว่าน่าจะใช้ 11 ผู้เล่นตัวจริงในนัดที่ลงสนามพบ เลสเตอร์ ซิตี้

ลิเวอร์พูล เกมนี้ มีนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บที่ยังต้องลุ้นว่าจะพร้อมลงสนามหรือไม่ คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะทีมชาติอียิปต์ ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณน่อง ในเกมที่ชนะ ไบรท์ตันมา 2-0 และ อีบราอีมา โกนาเต กองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ โดยล่าสุดในการลงสนามฝึกซ้อม ไม่มีนักเตะทั้งสองรายลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม และในส่วนของ อีบราอีมา โกนาเต นั้น ก็ไม่มีรายชื่อร่วมเดินทางไปเยือน อาร์เซนอลในเกมนี้ด้วย

รายชื่อ 11 นักเตะ ที่คาดการณ์ว่าจะลงสนาม

อาร์เซนอล ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม มาในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นระบบที่อาร์เซนอล ใช้ในเกมที่ได้รับชัยชนะทั้ง 5 นัดที่ผ่านมา เริ่มจาก ผู้รักษาประตู – อารอน แรมส์เดล กองหลัง – คีแรน เทียร์นีย์ , กาบรีเอล , เบน ไวท์ และ เซดริช ริคาร์โด้  กองกลาง – กรานิท ซาก้า จับคู่กับ โทมัส พาร์เตย์ คอยตัดเกมก่อนที่จะมาถึงแผงกองหลัง กองหน้า – กาบรีแยล มาร์ติเนลลี , มาร์ติน โอเดการ์ด เป็นตัวทำเกมในเกมรุก , บูกาโย่ ซาก้า คอยกระชากเกมทางด้านขวา ส่วนหน้าเป้า จะทิ้ง อาแล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ต ไว้คนเดียว

ลิเวอร์พูล  ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ของทีม น่าจะเลือกวางแผนมาในระบบเดิมที่เคยใช้ 4-3-3 เริ่มจาก ผู้รักษาประตู อลีสซง เบ็คเกอร์ กองหลัง – เทรนด์ อเล็กซานเดอร์ – อาโนลด์ ,โจเอล มาติป ,เวอร์จิล ฟานไดจ์ค และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กองกลาง – จอร์เดน เฮนเดอร์สัน , ฟาบินโญ่ และ เตียโก อัลคันทาร่า กองหน้า- ดิโอโก้ โชต้า ที่จะมายืนแทนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หากยังไม่พร้อมลงสนาม , ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งสามารถเล่นได้ดีหลากหลายตำแหน่ง และ หลุยส์ ดิอาซ ที่ตอนนี้กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

บทวิเคราะห์จากทางสื่อ ให้เกมนี้ ลิเวอร์พูล จะบุกมาเอาชนะ อาร์เซนอล ด้วยสกอร์ 2-1 โดยในเกมก่อนหน้าของลิเวอร์พูล จะเห็นได้ว่า ลิเวอร์พูล มีการเก็บแรงไว้ไม่ได้เล่นเกมดุเดือดมากนัก เนื่องจากทางลิเวอร์พูล รู้อยู่แล้วว่าจะต้องบุกไปเจอกับอาร์เซนอล จึงน่าจะมีการออมแรงเพื่อมาเก็บชัยชนะในเกมนัดนี้ให้ได้ ส่วนทางด้านอาร์เซนอล ก็ยังคงแพ้ทางให้กับลิเวอร์พูล อยู่ตลอดเวลา โดยในเกมที่พบกันในนัดที่ผ่านๆ มา อาร์เซนอล ยังมีสถิติที่แพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล อยู่บ่อยครั้ง แต่ในเกมนัดนี้ มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมของอาร์เซนอล ก็ออกมาพูดอย่างมั่นใจว่า พวกเขาหวังจะมาล้างแค้น เอาชนะ ลิเวอร์พูลให้ได้ แต่ในความเห็นของสื่อ ก็ยังมองว่า อาร์เซนอล ยังไม่สามารถต่อกรกับทางลิเวอร์พูลได้ เนื่องจากในตอนนี้ สถานการณ์ต่างๆ ในพรีเมียร์ลีก หันมาเข้าทาง ลิเวอร์พูล ส่วนมาก หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมจ่าฝูง ทำได้เพียงเสมอกับ คริสตัล พาเลซ 0-0 ทำให้กำลังใจของนักเตะลิเวอร์พูล มีเพิ่มมากขึ้นในการเก็บ 3 คะแนนเพื่อไล่จี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้เหลือเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

นิวคาสเซิ่ล ปิดดีล คีแรน จอห์น ทริปเปียร์ ส่งสัญญาณอำลาทีม

คีแรน จอห์น ทริปเปียร์ เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับอัตเลติโกเดมาดริดและทีมชาติอังกฤษ ทริปเปียร์ เริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับชุดเยาวชนของแมนเชสเตอร์ซิตี   มีการเปิดเผยในรายละเอียดของสัญญานักเตะเกี่ยวกับค่าชดเชย หรือเงื่อนไขในกรณีที่ นิวคาสเซิล ตกชั้นในฤดูกาลนี้  แทงบอล หลังจากทีมยังคงจมอยู่ท้ายตาราง   พยายามที่จะเซ็นกองทัพ ทูน ยังไม่สามารถเซ็นสัญญากับนักเตะชั้นดีได้เลยนับตั้งแต่ที่กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียเข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อปีที่ผ่านมา และการดึงตัว ลูกากู แทงบอลออนไลน์  ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ สัญญากับนักเตะเวิลด์คลาสมาตลอด โดยพวกเขาคาดหวังว่าจะนำผู้เล่นเหล่านั้นมาช่วยกอบกู้สถานการณ์จากการหนีตกชั้น ลูกากู ที่ดูเหมือนว่าต้องการอำลาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เขาอาจจะลองย้ายไปหาประสบการณ์ใหม่กับสโมสรแดนอีสาน ถ้าหาก สาลิกาดง แทงบอล  กล้าที่จะยื่นข้อเสนอที่เหมาะสมมาให้พิจารณา

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด  เพิ่งได้งบประมาณสำหรับการเสริมทัพก้อนใหญ่ หลังจากการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบีย ก็ต้องการที่จะมีเกียรติประวัติในการคว้าแชมป์ ดังนั้นการย้ายไปเล่นให้ เปแอสเช ก็น่าจะทำให้เขาได้เชยชมความสำเร็จมากมายโดยใช้เวลาไม่นาน   แทงบอลออนไลน์  แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษของ แอตเลติโก มาดริด ได้แล้ว หลังนักเตะสนใจกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ปีนี้ 31 ปี มีสัญญากับ แอตเลติโก มาดริด จนถึงกลางปี 2023 ตกเป็นข่าวการย้ายทีมมาตั้งแต่หน้าร้อนที่ผ่านมา ก่อนที่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะเป็นทีมล่าสุดที่ใกล้ความจริงในการเซ็นสัญญากับเขามาร่วมทัพ